แพทย์ธีระวัฒน์ เตือนยา 4 กรุ๊ป กระตุ้นโรคสมองเสื่อมเร็วขึ้น

  • 50

 
ตอนวันที่ 13 เดือนตุลาคม นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา ผู้อำนวยการศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคเกิดใหม่ แผนกแพทยศาสตร์ จุฬาลงมือณ์มหาวิทยาลัย โพสต์เฟซบุ๊กพร้อมคลิปวิดีโอมีใจความสรุปว่า ความประพฤติที่พึ่งพิงยาเป็นหลัก ใช้ยาเป็นสรณะ จะมีผลไปถึงสมอง รีบให้กำเนิดอาการโรคสมองเสื่อมได้เร็วขึ้น ยาอะไรหรือการกระทำที่ไม่เป็นผลดีต่อสมอง การใช้ยาจะต้องพิจารณาก่อนว่ายาที่ใช้ทุกประเภท อันที่จริงการใช้ยาจำเป็นต้องพิจารณา ว่าเป็นยาที่ใช้รักษา หรือแค่เพียงทุเลาอาการแค่นั้น เป็นต้นว่า ยาพารา อย่างปวดหัว ปวดศีรษะนั้นบางครั้งอาจจะเป็นเนื้องอกในสมองได้ บางครั้งก็อาจจะเป็นปวดศีรษะจากความตึงเครียดก็ได้ แต่ว่าโดยความเป็นจริงยาพาราทำให้หายปวด แต่จริงๆปัจจัยนั้นร้ายแรงรวมทั้งรุนแรงมากยิ่งกว่าที่พวกเราคิด ในเวลาเดียวกันถ้าใช้ยามากเหลือเกิน ร่างกายจะเป็นสนามรบของยา ไม่ว่าจะเป็นยาเดียวใช้ในจำนวนมากนานมาก หรือใช้ยาหลายประเภทปนกัน ผลเสียที่กระทบไม่ใช่แค่ร่างกาย แม้กระนั้นจะมีผลร้ายไปถึงสมอง แล้วก็รีบทำให้โรคสมองเสื่อมได้เร็วขึ้น
1.ยาในกรุ๊ปชนิด Anti- เป็นยาที่ช่วยบรรเทาอาการ ยาที่ทำให้อาการมองลดลง อาทิเช่น ยาต้านทานหม่นหมอง ยาต่อต้านอาการเศร้าสร้อย ยารักษาโรคจิต ประสาท อารมณ์ ในตอนนี้มีการใช้ยากลุ่มนี้ไม่ถูกจำพวก ตัวอย่างเช่น นอนไม่หลับมิได้ใช้ยานอนหลับเฉยๆแม้กระนั้นมีการใช้ยาต้านทานอาการหม่นหมอง ซึมเซา อย่างไรก็ดีมีการใช้ยาโรคทางจิต โดยหวังว่าจะใช้ผลกระทบที่ทำให้ง่วงมาทำให้นอน
นอกเหนือจากนี้ ถ้ามีการใช่ยาหลายๆตัวด้วยกันจะส่งผลช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ทำให้สารเคมีบางประเภทกำเนิดเพิ่มปริมาณและก็กำเนิดมีขั้นในสมอง เช่น การเกิดซีโรโทนิน (Serotonin) ที่มีการบ้าสารซีโรโทนินในสมอง ทำให้มีลักษณะทางสมอง ตัวอย่างเช่น ซึม มีลักษณะกระตุก แข็งเกร็ง ชักไม่มีสติ ส่งผลต่อหัวใจ ความดันขึ้น หัวใจเต้นเปลี่ยนไปจากปกติ จนตราบเท่ามีกล้ามอักเสบ ซึ่งการปรากฏอีกทั้ง 3 พวก ไม่จำเป็นที่จะต้องเกิดขึ้นทั้งยัง 3 อย่าง ทำให้ยากต่อการวิเคราะห์แม้กระนั้นเกิดขึ้นได้แน่ๆ
ผลเสียที่ละเลยในเรื่องของ 2.ยาในกรุ๊ปจำพวก จำพวกยาแก้แพ้ ที่ออกฤทธิ์เร็ว รับประทานปุบปับออกฤทธิ์ปั๊บ อย่างอาการน้ำมูกไหลทานปุบปับแห้งปั๊บ เหล่านี้จะส่งผลต่อสมอง นำมาซึ่งโรคสมองเสื่อมเร็วมาก

3.ยาในกรุ๊ปชนิด รักษาอาการโรคสมองเสื่อม ในกรุ๊ปผู้เจ็บป่วยที่เริ่มมีลักษณะอาการรวมทั้งไปใช้ยาแก้โรคสมองเสื่อม แม้กระนั้นตามที่จริงแล้วเป็นยาที่กระตุ้นสมองให้ดูกระฉับกระเขงเท่านั้นเอง รวมทั้งจะไปรีบหลักการทำงานของสมองอย่างหนัก รวมทั้งมากมายตลอดระยะเวลา ไม่ถูกรูปแบบการทำงานของสมองที่จะจำต้องดำเนินงานอย่าง ออม อดออม รีไซเคิล 4.ยาในกรุ๊ปชนิดลดระดับความดัน ที่ใช้จำนวนหลายชิ้นเกินความจำเป็น จนกว่าไม่อาจจะมีโลหิตไหลเวียนไปเลี้ยงสมอง ในผู้ที่แก่มากขึ้นเรื่อยๆ ที่มีเส้นโลหิตแข็ง เส้นโลหิตตีบ 5.การผ่าตัดที่ไม่สำคัญ เป็นต้นว่าการผ่าตัดกระดูก ผ่าข้อต่างๆซึ่งอันที่จริงสามารถใช้แนวทางกายภาพบำบัด

  ตอนวันที่ 13 เดือนตุลาคม นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา ผู้อำนวยการศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคเกิดใหม่ แผนกแพทยศาสตร์ จุฬาลงมือณ์มหาวิทยาลัย โพสต์เฟซบุ๊กพร้อมคลิปวิดีโอมีใจความสรุปว่า ความประพฤติที่พึ่งพิงยาเป็นหลัก ใช้ยาเป็นสรณะ จะมีผลไปถึงสมอง รีบให้กำเนิดอาการโรคสมองเสื่อมได้เร็วขึ้น ยาอะไรหรือการกระทำที่ไม่เป็นผลดีต่อสมอง การใช้ยาจะต้องพิจารณาก่อนว่ายาที่ใช้ทุกประเภท อันที่จริงการใช้ยาจำเป็นต้องพิจารณา ว่าเป็นยาที่ใช้รักษา หรือแค่เพียงทุเลาอาการแค่นั้น เป็นต้นว่า ยาพารา อย่างปวดหัว ปวดศีรษะนั้นบางครั้งอาจจะเป็นเนื้องอกในสมองได้ บางครั้งก็อาจจะเป็นปวดศีรษะจากความตึงเครียดก็ได้ แต่ว่าโดยความเป็นจริงยาพาราทำให้หายปวด แต่จริงๆปัจจัยนั้นร้ายแรงรวมทั้งรุนแรงมากยิ่งกว่าที่พวกเราคิด ในเวลาเดียวกันถ้าใช้ยามากเหลือเกิน ร่างกายจะเป็นสนามรบของยา ไม่ว่าจะเป็นยาเดียวใช้ในจำนวนมากนานมาก หรือใช้ยาหลายประเภทปนกัน ผลเสียที่กระทบไม่ใช่แค่ร่างกาย แม้กระนั้นจะมีผลร้ายไปถึงสมอง แล้วก็รีบทำให้โรคสมองเสื่อมได้เร็วขึ้น 1.ยาในกรุ๊ปชนิด Anti- เป็นยาที่ช่วยบรรเทาอาการ ยาที่ทำให้อาการมองลดลง อาทิเช่น ยาต้านทานหม่นหมอง ยาต่อต้านอาการเศร้าสร้อย ยารักษาโรคจิต ประสาท อารมณ์ ในตอนนี้มีการใช้ยากลุ่มนี้ไม่ถูกจำพวก ตัวอย่างเช่น นอนไม่หลับมิได้ใช้ยานอนหลับเฉยๆแม้กระนั้นมีการใช้ยาต้านทานอาการหม่นหมอง ซึมเซา อย่างไรก็ดีมีการใช้ยาโรคทางจิต โดยหวังว่าจะใช้ผลกระทบที่ทำให้ง่วงมาทำให้นอน นอกเหนือจากนี้ ถ้ามีการใช่ยาหลายๆตัวด้วยกันจะส่งผลช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ทำให้สารเคมีบางประเภทกำเนิดเพิ่มปริมาณและก็กำเนิดมีขั้นในสมอง เช่น การเกิดซีโรโทนิน (Serotonin)…

  ตอนวันที่ 13 เดือนตุลาคม นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา ผู้อำนวยการศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคเกิดใหม่ แผนกแพทยศาสตร์ จุฬาลงมือณ์มหาวิทยาลัย โพสต์เฟซบุ๊กพร้อมคลิปวิดีโอมีใจความสรุปว่า ความประพฤติที่พึ่งพิงยาเป็นหลัก ใช้ยาเป็นสรณะ จะมีผลไปถึงสมอง รีบให้กำเนิดอาการโรคสมองเสื่อมได้เร็วขึ้น ยาอะไรหรือการกระทำที่ไม่เป็นผลดีต่อสมอง การใช้ยาจะต้องพิจารณาก่อนว่ายาที่ใช้ทุกประเภท อันที่จริงการใช้ยาจำเป็นต้องพิจารณา ว่าเป็นยาที่ใช้รักษา หรือแค่เพียงทุเลาอาการแค่นั้น เป็นต้นว่า ยาพารา อย่างปวดหัว ปวดศีรษะนั้นบางครั้งอาจจะเป็นเนื้องอกในสมองได้ บางครั้งก็อาจจะเป็นปวดศีรษะจากความตึงเครียดก็ได้ แต่ว่าโดยความเป็นจริงยาพาราทำให้หายปวด แต่จริงๆปัจจัยนั้นร้ายแรงรวมทั้งรุนแรงมากยิ่งกว่าที่พวกเราคิด ในเวลาเดียวกันถ้าใช้ยามากเหลือเกิน ร่างกายจะเป็นสนามรบของยา ไม่ว่าจะเป็นยาเดียวใช้ในจำนวนมากนานมาก หรือใช้ยาหลายประเภทปนกัน ผลเสียที่กระทบไม่ใช่แค่ร่างกาย แม้กระนั้นจะมีผลร้ายไปถึงสมอง แล้วก็รีบทำให้โรคสมองเสื่อมได้เร็วขึ้น 1.ยาในกรุ๊ปชนิด Anti- เป็นยาที่ช่วยบรรเทาอาการ ยาที่ทำให้อาการมองลดลง อาทิเช่น ยาต้านทานหม่นหมอง ยาต่อต้านอาการเศร้าสร้อย ยารักษาโรคจิต ประสาท อารมณ์ ในตอนนี้มีการใช้ยากลุ่มนี้ไม่ถูกจำพวก ตัวอย่างเช่น นอนไม่หลับมิได้ใช้ยานอนหลับเฉยๆแม้กระนั้นมีการใช้ยาต้านทานอาการหม่นหมอง ซึมเซา อย่างไรก็ดีมีการใช้ยาโรคทางจิต โดยหวังว่าจะใช้ผลกระทบที่ทำให้ง่วงมาทำให้นอน นอกเหนือจากนี้ ถ้ามีการใช่ยาหลายๆตัวด้วยกันจะส่งผลช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ทำให้สารเคมีบางประเภทกำเนิดเพิ่มปริมาณและก็กำเนิดมีขั้นในสมอง เช่น การเกิดซีโรโทนิน (Serotonin)…